คุณสมบัติของลูกที่ดี

posted on 03 Aug 2011 10:05 by secredwings in Dhamma

ปู่ย่าตายายของเรา ท่านจับหลักคุณสมบัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ว่า พระองค์ทรงประกอบด้วยความประเสริฐ 3 ประการคือ

1. พระบริสุทธิคุณ

2. พระปัญญาธิคุณ

3. พระมหากรุณาธิคุณ

และทำได้นำตรงนี้ มาเป็นหลักการเลี้ยงลูกหลานให้เป็นคนดี โดยกำหนดออกมาว่า คนที่จะเป็นคนดี โดยกำหนดออกมาว่า คนที่จะเป็นคนดีได้นั้น จะต้องประกอบด้วยคุณธรรมขั้นพื้นฐาน 3 ประการ คือ

1. ไม่แสบ (มาจากพระบริสุทธิคุณ)

2. ไม่โง่ (มาจากพระปัญญาธิคุณ)

3. ไม่แล้งน้ำใจ (มาจากพระมหากรุณาธิคุณ)

หากเด็กคนไหน คุณพ่อคุณแม่เพาะพื้นฐาน 3 ประการนี้ไว้ในตัวลูกได้ เมื่อเติบโตไปในโลกกว้าง เขาจะสามารถต่อยอดความก้าวหน้าในชีวิตและการงานให้แก่ตัวเขาได้เอง

คุณสมบัติข้อที่ 1 - ไม่แสบ

ไม่แสบ คือ คนที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อส่วนรวมและคนในสังคม

มี 2 ประเภท

 1) ไม่แสบในทางโลก

 2) ไม่แสบในทางธรรม

ไม่แสบในทางโลก คือ เป็นคนที่อยู่ในระเบียบวินัยของครอบครัว ระเบียบวินัยของสังคม และกฎหมายของบ้านเมือง

เช่น ลูกของเรา ตั้งแต่เล็กๆมานี่ ชอบไปโรงเรียน ไม่เคยหนีเรียนส่งการบ้านตามที่ครูสั่งทุกครั้ง ไม่ชอบรังแกเพื่อน พูดจาก็สุภาพน่าฟังน่าเอ็นดู ไม่ดื้อรั้น ไม่ทำอะไรฝ่าฝืนกฏหมายบ้านเมือง เป็นต้น

ไม่แสบในทางธรรม คือ เป็นคนที่มีศีล 5 เป็นอย่างน้อย ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร

เช่น ลูกของเรานี้ ตั้งแต่เล็กๆมา ก็ไม่คิดผูกโกรธอาฆาตพยาบาทปองร้ายใคร ไม่ชอบไปลักขโมยของใคร ไม่ไปทำเจ้าชู้กับลูกเขาเมียใคร ไม่พูดโกหก ไม่แอบสูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า ไม่ดมกาว ไม่เสพสิ่งเสพย์ติดให้โทษ หรือไปข้องแวะกับอบายมุขต่างๆ เป็นต้น คนที่ศีล 5 ไม่ครบนั้น เปอร์เซนต์ความแสบจะสูง  

คุณสมบัติข้อที่ 2 - ไม่โง่

ไม่โง่ คือ คนที่มีความรู้ความสามารถในระดับที่พึ่งตัวเองได้ และช่วยเหลือผู้อื่นได้

มี 2 ประเภท

 1) ไม่โง่ในทางโลก

 2) ไม่โง่ในทางธรรม

ไม่โง่ในทางโลก คือ เป็นคนมีความรู้ความสามารถอยู่ในระดับที่.....

1) ต้องช่วยเหลือตัวเองได้ เช่น อย่างน้อย ถ้าลูกของเราเล่าเรียนเขียนอ่าน ก็ทำได้ดี สามารถสอบผ่านได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องไปลอกใคร เป็นต้น  

2) ต้องรับผิดชอบหน้าที่การงานของตัวเองได้ ถ้าคุณพ่อคุณแม่มอบหมายให้ลูกช่วยทำอะไร ไม่ว่าจะกวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างจาน ก็ทำได้โดยไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่เป็นภาระให้คุณพ่อคุณแม่ต้องย้อนกลับมาทำใหม่ในภายหลังเป็นต้น  

ไม่โง่ในทางธรรม คือ เป็นผู้มีปัญญา รู้จักแยกแยะตัดสินใจได้ว่า อะไรถูก - ผิด  ดี - เลว  ควร - ไม่ควร เป็นประโยชน์ - เป็นโทษ แก่ตนเองและส่วนรวม

มีข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่งซื่งเป็นเหตุผลสำคัญว่า ทำไมเราจึงต้องให้ลูกของเรามีปัญญาในทางธรรมด้วย ซึ่งก็สามารถทำแบบทดสอบด้วยคำถามง่ายๆว่า....

1) ผิด-พลาด-ชั่ว ต่างกันอย่างไร ?

2) ถูก-ดี-ควร ต่างกันอย่างไร ?

จะเห็นว่า คำถาม 2 ข้อนี้ถ้าไม่ได้ศึกษาปัญญาในทางธรรมแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยที่ขะตอบ แต่กลับเป็นสิ่งที่เราต้องใช้กันบ่อยกว่าความรู้ทางโลกเสียอีก

1) ผิด - พลาด - ชั่ว ต่างกันอย่างไร ?

ปัญญาในระดับทางโลกเป็นปัญญากลางๆว่าด้วยเรื่องการทำมาเลี้ยงชีพเป็นหลัก จะไม่สามารถแยกแยะระดับความอ่อนแก่ของความความไม่ดีให้ละเอียดลงไปได้ แต่ปัญญาทางธรรมสามารถแยกแยะได้อย่างละเอียดลึกซึ้งดังนี้...

"ผิด" คือ ความเสียหาย เป็นโทษ เป็นความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจากความโง่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะปัญญามันหย่อน ไม่ได้แกล้งโง่แล้วทำลงไป

"พลาด" คือ ความเสียหาย เป็นโทษ เป็นความเดือดร้อนที่เกิดจากการเผลอสติ คือสติมันหย่อนไป ก็เลยทำความเสียหายอย่างใดอย่างหนึ่งลงไปโดยไม่ได้มีเจตนา แต่ในใจจริงแล้วอยากให้สิ่งที่เราทำนั้นออกมาดีด้วยซ้ำ

"ชั่ว" คือ การทำผิดทั้งๆที่รู้ว่าผิด รู้ว่าทำอย่างนั้นไม่ดี รู้ว่าต้องเสียหาย แต่ก็ยังไปฝืนทำ เป็นพวกแกล้งโง่ ผลที่ได้รับคือ ยิ่งทำ ก็ยิ่งทุกข์ ยิ่งเดือดร้อน ยิ่งมืดบอด ยิ่งได้บาป ท่านผู้รู้ทั้งหลายก็ติเตียน

การฝึกให้ลูกมีปัญญาทางธรรมควบคู่ไปกับปัญยาทางโลก จึงสำคัญยิ่งนักเพราะจะเป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของลูกได้อย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม

2) ถูก - ดี - ควร ต่างกันอย่างไร ?

เมื่อเรารับรู้ระดับของความไม่ดีกันแล้ว ก็ต้องมาดูว่า แล้วระดับของความดีนั้น ถ้าจะแยกแยะกันด้วยปัญญาทางธรรมจะได้ความแตกต่างกันอย่างไร

"ถูก" คือ การทำอะไรก็ตาม ทั้งที่ตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตามแต่ว่าเมื่อทำลงไปแล้ว ไม่เกิดความเสียหาย ไม่เกิดโทษ ไม่ก่อความเดือดเนื้อร้อนใจใดๆตามมาภายหลัง ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น มีแต่ประโยชน์เกิดตามมาเป็นระลอก

"ดี" คือ การกระทำที่รู้อยู่เต็มอกก่อนจะทำแล้วว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ถูกต้อง แล้วตั้งใจทำด้วยความระมัดระวัง เอาใจจดจ่อ ทำด้วยความมั่นใจ ยิ่งทำยิ่งมีความสุขทั้งกายใจ ทำได้มากเท่าไร ก็เกิดความสุขมากมายเท่านั้น

"ควร" คือ ควรทำ หมายความว่า สิ่งที่ทำลงไป ถ้าไม่ทำก็ไม่ผิด ไม่เสียหาย แต่ถ้าเราร้ว่า ถ้าทำแล้วมันจะดีขึ้น เราจึงทำลงไป

คุณพ่อคุณแม่ท่านใดก็ตามที่ฝึกปัญยาของลูกให้แยกแยะความดี-ชั่วได้ขนาดนี้ และสามารถฝึกให้ลูกมีคุณธรรมในฝ่ายดีตามที่รู้นั้นด้วยแล้ว ลูกจะได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิตอย่างแท้จริง เพราะเป็นผู้ที่ประกอบด้วยความรู้คู่คุณธรรมนั่นเอง

คุณสมบัติข้อที่ 3 - ไม่แล้งน้ำใจ

ไม่แล้งน้ำใจ คือ การรู้จักช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ให้คนอื่นได้รับประโยชน์ พ้นจากความทุกข์ ได้รับแต่ความสุข

คำว่า ไม่แล้งน้ำใจ มีอยู่ 2 ประเภท

1) ไม่แล้งน้ำใจในทางโลก

2) ไม่แล้งน้ำใจในทางธรรม

ไม่แล้งน้ำใจในทางโลก คือ เป็นคนเห็นแก่ส่วนรวม ไม่เห็นแก่ตัว

เช่น ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม นึกถึงเพื่อนร่วมงานเป็นทีมทีเดียว แล้วผลประโยชน์ที่ตามมา ก็จะให้เกิดแก่คนทั้งหมู่บ้าน ทั้งตำบล ทั้งประเทศ ทั้งโลก ใจกว้างเป็นมหาสมุทร ไม่นึกเห็นเฉพาะตัว

ไม่แล้งน้ำใจในทางธรรม คือ ไม่ว่าจะมีฐานะดี หรือยากจนข้นแค้น อดอยากอย่างไรก็ตาม ทุกลมหายใจของเขา จะมีแต่การบุญการกุศล และการตอบแทนผู้มีพระคุณอย่างสุดความสามารถ

ทำไมจึงต้องมีน้ำใจ เอาแค่ไม่แสบ ไม่โง่ ไม่ได้หรือ ?

สำหรับข้อนี้ จำเป็นต้องอธิบายเพิ่มสักหน่อย เพราะโดยทั่วไปแล้ว คนเรามักเข้าใจว่า การที่เราเป็นคนไม่แสบ ไม่เป็นคนโง่ ก็น่าจะพอแล้ว เพราะไม่ได้สร้างปัญหาให้ใครเดือดร้อน แต่จริงๆแล้ว เพียง 2 ข้อนั้นยังไม่พอ เพราะเราต้องอยู่ร่วมกับคนอีกหลายคนในสังคม

ยกตัวอย่างเช่น ลูกบางคน คุณพ่อคุณแม่ไปทำงานมาเหนื่อยๆกลับมาถึงบ้าน ลูกยังไม่รู้จักหาน้ำหาท่ามาให้คุณพ่อคุณแม่ดื่ม

ถามว่า แสบมั้ย ? ไม่แสบ เพราะไม่ได้ทำผิดศีลอะไร

ถามว่า โง่มั้ย ? ไม่โง่ เพราะไม่ได้มีออกข้อสอบที่โรงเรียน

แต่ถามว่า ดีมั้ย ? ไม่ดี เพราะว่าแล้งน้ำใจเกินไป ถ้าปล่อยไปอย่างนี้ เมื่อลูกโตขึ้น จะรู้จักให้คนอื่นได้อย่างไร และนอกจากให้คนอื่นไม่เป็นแล้ว บางทีจะกลับมาเอาเปรียบพี่น้องอีกด้วย

มีเรื่องเล่าว่า เจ้าของสวนมะม่วง ปลูกต้นมะม่วงไว้หลายแปลง ก็หวังจะกินผลให้มันชื่นใจ หวังจะเก็บผลไปขายให้ได้กำไรงาม อุตส่าห์ให้น้ำให้ปุ๋ย ให้แร่ธาตุไปก็มากมายหลายปี หมดเงินหมดทองไปก็มาก ต้นมะม่วงต้นอื่นๆให้ผลตามปกติ แต่มีต้นมะม่วงต้นหนึ่ง ให้น้ำ ให้ปุ๋ยมาเป็นสิบปีแล้ว แต่มันก็ยังเฉย มีแต่ใบหนาดก ไม่เคยออกผลให้กินเลย ดีแต่กินน้ำกินปุ๋ยอย่างเดียว ในที่สุด เจ้าของสวนก็ต้องโค่นมะม่วงต้นนั้นทิ้งเสีย

ต้นมะม่วงที่ไม่เคยให้ผลนั้น ก็เปรียบเหมือนกับคนที่แม้ไม่มีพิษมีภัยกับใคร แต่ว่าไม่เคยให้อะไรแก่ใครนั่นเอง

การไม่แล้งน้ำใจจึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไปไม่ได้ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่สอนให้ลูกรู้จักมีน้ำใจเอื้อเฟื้อให้คนอื่นก่อน ก็จะไม่มีใครมีน้ำใจให้แก่ลูกของเราเช่นกัน หากเขาไปทำอะไรผิดพลาดอะไรซักอย่าง ทำให้เดือดร้อนทั้งตัวเองและครอบครัวขึ้นมา ก็เห็นทีจะหันหน้าไปขอความช่วยเหลือจากใครได้ยากเต็มที เพราะไม่เคยมีน้ำใจแก่ใครไว้ก่อนนั่นเอง

เพราะฉะนั้น วันหนึ่ง ถ้าลูกโตขึ้นมาแล้งน้ำใจ เขาก็จะโดนโค่นทิ้ง เหมือนกับที่เข้าของสวนโค่นต้นมะม่วงที่ไม่เคยออกผลนั่นแหละ

ดังนั้น นอกจากคุณพ่อคุณแม่จะต้องฝึกลูกให้ไม่แสบ ไม่โง่แล้ว ยังต้องฝึกให้ไม่แล้งน้ำใจอีกด้วย

โดยสรุป เป็นอันว่า ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากจะเลี้ยงลูกให้ดีจริงๆก็ต้องตั้งเป้าหมายก่อนว่า จะต้องฝึกให้ลูกมีคุณสมบัติ ไม่แสบ ไม่โง่ ไม่แล้งน้ำใจ เป็นพื้นฐานไว้ก่อน เมื่อเขาโตขึ้น ก็จะสามารถไปต่อยอดวิชาความรู้ และคุณธรรมอื่นๆได้โดยง่าย และยืนหยัดอยู่ในสังคมโลกนี้ได้อย่างสมภาคภูมิ ดั่งที่คุณพ่อคุณแม่ตั้งความหวังไว้ทุกประการ

จากหนังสือ : เลี้ยงลูกอย่างไรให้เมืองไทยได้เยาวชนดี (ส.ผ่องสวัสดิ์)

-----------------------------------

ไว้จะมาต่อเอนทรี่ถัดๆไปนะครับ

Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot! confused smile confused smile

มงคลชีวิตจริงๆถ้าสามารถทำได้ทั้งหมด...

แต่ผมก็นะ...พยายามอยู่ยังไม่ได้สักที

#5 By I am DangerousFox on 2011-08-13 07:24

ทำได้ถือว่าเป็นมงคลแก่ชีวิตเลยครับ สิ่งดีๆ big smile Hot! Hot!

#4 By iDreamplus on 2011-08-07 19:23

เป็นยังไม่ครบเลย angry smile

#3 By p.cobra on 2011-08-06 13:23

3 คุณสมบัตินี่ มีครบเลยค่ะ มีข้อหนึ่งไม่ค่อยแน่ใจคือไม่โง่อันนี้ิคิดว่าไม่โง่แต่จริงๆโง่รึเปล่าก็ไม่รู้ซะ้ด้วยสิคะbig smile big smile

#2 By Pat on 2011-08-04 16:43

เนื้อหาแน่น แน่นอนจริงๆ ชัวร

#1 By Live a Live on 2011-08-04 16:28