ถ้าหากถามว่า การเลี้ยงลูกคืออะไร ?

คำตอบที่สั้นที่สุด คือ.... การเพาะนิสัยดีๆให้แก่ลูก

นิสัยดีๆที่ควรเพาะให้แก่ลูกนี้ มีอะไรบ้าง ?

คำตอบ คือ นิสัยขั้นพื้นฐาน 3 อย่าง ได้แก่....

ไม่แสบ ไม่โง่ ไม่แล้งน้ำใจ

ทำไมนิสัยสามอย่างนี้ จึงเป็นพื้นฐานของคนดี ?

เพราะคุณธรรมทั้งสามอย่างนี้ เป็นเหมือนรากฐานรองรับคุณธรรมความดีอื่นๆที่จะพัฒนาให้งอกเงยขึ้นมาในภายหลัง ให้สามารถเติบโตต่อไปได้อย่างตลอดรอดฝั่ง อุปมาเหมือนกับที่นาดี ย่อมอุดมไปด้วยแร่ธาตุอาหารที่ดี เมื่อนำเมล็ดพันธุ์ข้าวมาหว่านลงไป ต้นข้าวย่อมงอกงาม เติบโตมาใหเผลผลิตที่เป็นเมล็ดข้าวที่สมบูรณ์ ฉันใด ความไม่แสบ ไม่โง่ ไม่แล้งน้ำใจ ก็เป็นนาดีที่เหมาะแก่การงอกงามของคุณธรรมต่างๆในตัว ฉันนั้น

การจะหาบทฝึกให้ลูกของเรามีคุณสมบัติดังกล่าวนั้น ต้องบอกว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เพราะปู่ย่าตายายของเราค้นคว้าเรื่องนี้กันมาอย่างหนัก ทุ่มเทศึกษาจนกระทั่งมาพบฝึกความไม่แสบ ไม่โง่ ไม่แล้งน้ำใจในพระพุทธศาสนานี้เอง

ด้วยเหตุนี้ ทันทีที่ลงมือศึกษาพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะหลักธรรมข้อใดหรือหมวดธรรมชุดไหนก็ตาม เราเหมือนกับถูกตั้งคำถามโดยอัตโนมัติว่า "คุณธรรมข้อนั้น จะเกิดขึ้นในตัวเราได้อย่างไร"

จากจุดนี้เอง จึงกลายมาเป็นบทฝึกนิสัยคนที่เริ่มต้นด้วยคำถามง่ายๆ แต่ตอบยากว่า

"นิสัยของคน เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?"

ในพระพุทธศาสนามีคำตอบว่า นิสัยของคนเกิดจาก "การย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำ"

ถ้ายำคิด ย้ำพูด ย้ำทำในทางที่ถูก ที่ดี ก็ได้ "นิสัยดี" เป็น"คนดี"

ถ้าย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำในทางที่เลว จะได้ "นิสัยเลว"เป็น"คนเลว"

เมื่อปู่ย่าตายายของเราจับหลักการฝึกคนตรงนี้ได้ก่อนแล้ว ท่านก็ชี้ประเด็นต่อมาว่า..

ตลอดชีวิตของมนุษย์นี้ ย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำอยู่กี่เรื่อง อะไรบ้าง ?

คำตอบคือ มีอยู่ 2 เรื่อง

1) ปัจจัย 4 ได้แก่

ปัจจัยที่ 1 อาหารการกิน - เช่น ตั้งแต่เกิดจนตาย คนทุกคนต้องย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำ ในเรื่องกินก่อนทั้งนั้น เช่น พอตื่นเช้า ก่อนออกไปทำงาน หรือไปเรียนหนังสือ ก็คิดแล้วว่า วันนี้จะกินอะไรดี หรือแม้แต่พระท่าน พอรุ่งเช้าขึ้นมา ท่านก็ต้องคิดว่า จะไปบิณบาตที่ไหนดี

ปัจจัยที่ 2 เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม - เช่นพอตื่นเช้าขึ้นมา ทุกๆวันก็จะต้องคิดว่า วันนี้จะแต่งตัวอย่างไรดี หรือเวลาไปห้างสรรพสินค้าผ่านร้านเสื้อผ้า ก็อดคิดไม่ได้ว่า เราจะซื้อเสื้อผ้าตัวไหนดี

ปัจจัยที่ 3 ที่อยู่อาศัย - เช่น ถ้าฝนตก แดดจ้า เราก็คิดว่า จะไปหลบฝน หลบแดดที่ไหนดี หรือถ้าตกกลางคืนง่วงนอนขึ้นมา เราก็คิดว่า คืนนี้เราจะไปนอนที่ไหนดี

ปัจจัยที่ 4 ยารักษาโรค - เช่น ถ้าเจ็บป่วยไม่สบายขึ้นมา ก็ต้องคิดว่า กินยาอะไรจึงจะหายหรือไปหาหมอรักษาที่ไหนดี

ปัจจัย 4 จึงเป็นเรื่องแรกที่คนเราย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำ อยู่ทุกวัน

2) หน้าที่การงานที่ตนเองรับผิดชอบ

เช่น ถ้ามีหน้าที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ สิ่งที่ต้องย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำ จนตลอดชีวิตก็คือ การเลี้ยงลูก เป็นห่วงว่าลูกจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นต้น

ตลอดชีวิตของคนเรา จึงย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำอยู่ 2 เรื่องนี้ คือปัจจัย 4 และหน้าที่การงานที่ตนเองรับผิดชอบ ส่วนเรื่องอื่นๆนอกจากนี้ ย้ำไม่มากเท่าไร

การให้นมของแม่ เพาะนิสัยให้ลูกได้

พอจับหลักตรงนี้ได้แล้ว แทบไม่น่าเชื่อว่า แค่การให้นมแม่ที่แตกต่างกัน ก็เพาะนิสัยลูกให้แตกต่างกันได้ เพราะขณะที่แม่ให้นม ถ้าคุณพ่อคุณแม่ให้ลูกน้อยย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำในทางที่ดี ลูกจะได้นิสัยดี แต่ถ้าลูกย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำ ในทางที่เลว ลูกจะได้นิสัยเลว

คนที่ 1 ให้นมไม่ตรงเวลา

ในการป้อนนมให้ลูก คุณแม่ก็จะมีวิธีการให้นมอยู่ 2 แบบ คือ 1) เอานมใส่ขวดให้ลูกดูด 2) เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมของตัวเอง

แต่ไม่ว่าคุณแม่จะให้นมด้วยวิธีไหนก็ตาม เมื่อถึงถึงเวลาให้นม คุณแม่ไม่ให้ อาจจะติดอะไรก็ตาม เช่น คุณแม่อาจจะยังไม่ค่อยมีฐานะดี เลยต้องไปทำงานเป็นลูกจ้าง งานกำลังยุ่ง ปลีกตัวเอานมมาให้ลูกกินไม่ได้ เมื่อถึงเวลากินนม แต่ลูกไม่ได้กิน ด้วยความหิวจัด ไม่รู้จะทำอย่างไร ลูกก็อ้าปากร้องดังลั่นอยู่ในเปล ต้องรอให้ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ค่อนชั่วโมง คุณแม่จึงค่อยมีเวลามาป้อนนมให้ลูกได้

ถามว่า ถ้าคุณแม่ทำอย่างนั้นเป็นประจำทุกๆวัน จะเกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนี้ ?

นิสัยแรก คือ นิสัยเจ้าโทสะ มักโกรธ เกิดขึ้นแล้ว !

โดยมีคุณแม่เป็นผู้เพาะนิสัยเจ้าโทสะนี้ให้แก่ลูก

ถ้าไม่รีบแก้ไข ต่อไปข้างหน้า พอเด็กหัดคลานได้เท่านั้น หยิบจับอะไรได้ก็กระชากขาดหมด เช่น บางทีไปเห็นตุ๊กตาของคนอื่นกำลังเล่นอยู่ เกิดอยากเล่นบ้าง ก็จะตรงไปกระชากเอามา

ทำไมเด็กคนนี้ ถึงได้เจ้าโทสะ โมโหร้าย กลายเป็นเด็กเกเรไม่น่ารัก ก็เพราะว่าคุณแม่เป็นคนเพาะนิสัยให้ ถึงเวลากินไม่ได้กินอยู่เป็นประจำ เด็กต้องออกแรงร้อง ต้องเกรี้ยวกราดถึงจะได้กิน เมื่อคุ้นกับการแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดตั้งแต่อยู่ในเปลจึงจะได้กิน นิสัยมักโกรธจึงเกิดขึ้นมา

ถ้าไม่แก้ไขอีก ต่อไปข้างหน้า เมื่อโตขึ้น เด็กคนนี้จะเป็นอย่างไร ?

คำตอบคือ เด็กคนนี้จะมีนิสัยเลวๆอยู่ว่า เวลาอยากได้อะไร ถ้าไม่ได้ จะต้องใช้กำลัง อาละวาด เข้าแย่งชิง ต่อย ตี ปล้นของคนอื่นมาให้ได้ เท่ากับว่าคุณแม่ได้ลูกเสือดุๆมาตัวหนึ่ง เพราะคุณแม่เพาะนิสัยเจ้าโทสะให้ตั้งแต่การกินนมไม่ตรงเวลา

คนที่ 2 ให้นมตลอดเวลา

ไม่ว่าจะถึงเวลากิน หรือไม่ถึงเวลากินก็ตาม คุณแม่หรือพี่เลี้ยงก็แสนดีเหลือเกิน ชงนมใส่ขวดไว้เรียบร้อย แล้วก็เอาใส่ปากเด็กไว้ 24 ชั่วโมง ถ้าลูกหิวเมื่อไหร่ก็มีนมให้ลูกดูดเอง และถึงแม้ว่าลูกจะไม่หิว แต่น้ำนมก็ไหลลงท้องของลูกเอง

เป็นอันว่า ถึงลูกไม่หิว ลูกก็ต้องกิน ถ้าลูกหิวเมื่อไหร่ ก็อกแรงดูดนมเอง พอกินจนพุงกาง แล้วก็นอนหลับปุ๋ย เด็กคนนี้จะโตวันโตคืน ตัวอ้วนกลม อารมณ์ดี ไม่ร้องโยเย

ถามว่า พอโตขึ้นมาอีกหน่อย เด็กคนนี้จะมีนิสัยเป็นอย่างไร ?

คำตอบคือ เด็กจะกลายเป็นคนขี้เกียจ !!!

เท่ากับคุณแม่ได้ลูกหมูมาเลี้ยงไว้ตัวหนึ่ง เมื่อถึงเวลาที่คุณแม่จะเข็นให้เอาดีอย่างไร ก็เข็นไม่ขึ้น เพราะขนาดเวลาปกติคุณแม่เรียกเท่าไหร่ ลูกยังไม่หือไม่อือ ถึงเวลาได้คิดขึ้นมา คุณแม่อยากจะไห้ลูกกระตือรือร้น แต่พอจะไปเร่งอะไรลูก ก็เร่งไม่ขึ้น เด็กจะเฉื่อยแฉะ ไม่เอาไหน

แม้โตขึ้นมา เด็กนั่งกินข้าวอยู่ เพื่อนมาแกล้งเขกกบาล เด็กก็ยังหัวเราะแหะๆ แล้วก็กินข้าวต่อได้ กินแล้วก็นอน ก็เลยได้ลูกหมูขี้เกียจมา 1 ตัว

ใครเป็นคนเพาะนิสัยให้เด็ก >> แม่

เพาะนิสัยด้วยอะไร >>> นม

คนที่ 3 ให้นมเป็นเวลา

เมื่อถึงเวลากินนม คุณแม่ถึงจะให้กิน ถ้าไม่ถึงเวลากิน คุณแม่ก็ยังไม่ให้กิน เด็กคนนี้เมื่อโตขึ้นจัเป็นอย่างไร ?

คำตอบคือ เด็กคนนี้จะมีนิสัย ตรงต่อเวลา ตัวของเด็กแทบจะเป็นนาฬิกา ถ้าไม่ถึงเวลากิน จะไม่สนใจเรื่องกิน ถ้าถึงเวลาแล้วต้องได้กิน ถ้าไม่ได้กิน เด็กจะถามคุณแม่เลยทีเดียว แต่ถ้าคุณแม่ให้กินเรียบร้อยแล้ว เด็กจะดี เรียบร้อบก็เท่ากับคุณพ่อคุณแม่เพนิสัยตรงเวลาเอาไว้ให้ลูก

แล้วยิ่งถ้าฝึกทำอะไรเป็นเวลาอย่างนี้ ตั้งแต่เวลากินก็ตรงเวลา เวลาถ่ายก็ตรงเวลา ท้องไส้ของเด็กจะทำงานปกติหมด สุขภาพก็จะดี นิสัยของเด็กก็จะมีระเบียบวินัย แล้วเด็กจะไปของเขาได้ดี

นิสัยของคนเรา เพาะขึ้นมาได้จากการย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำ ตั้งแต่นอนแบเบาะเลยทีเดียว

"คำข้าว" ของพ่อแม่ก็เพาะนิสัยให้ลูกได้

เมื่อเด็กเริ่มหัดกินข้าว คุณแม่บางคนเอาข้าวใส่จานมาแล้ว ก็ขยำข้าวและกับข้าวให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว มีทั้งผัก เนื้อ ไข่ ตามหลักโภชนาการได้ครบสมบูรณ์ อาจจะอร่อยหรือไม่อร่อยก็ไม่รู้ แต่เน้นว่า ต้องมีอาหารครบสูตร และเหมาะกับอายุของลูก พอคุณแม่ขยำให้กิน นอกจากเด็กจะเลือกกินไม่ได้แล้ว ยังจะต้องกินจนหมดอีกด้วย

ส่วนลูกของคุณแม่อีกคนหนึ่งไม่อย่างนั้น อยากจะกินอะไรก็เลือกเอา คุณแม่มีให้กินทุกอย่าง อยากกินหมูก็ได้กินหมู อยากกินไก่ก็ได้กินไก่ อยากกินผักก็ได้กินผัก แม้สุดท้ายไม่อยากกินผัก ชอบกินขนม คุณแม่ก็มีขนมมาให้กินเยอะเลย

ถามว่า เด็ก 2 คนนี้ พอโตขึ้น นิสัยและสุขภาพร่างกายจะเหมือนกันหรือไม่ ?

ไม่เหมือน!!

เด็กที่ชอบกินเนื้อ ไม่ชอบกินผัก ก็ขาดสารอาหารจากผัก ทำให้โตไม่เต็มส่วน

ส่วนเด็กที่ชอบกินผัก ไม่ชอบกินเนื้อ ก็จะขาดสารอาหารจากเนื้อ ทำให้โตไม่เต็มส่วนอีกเช่นกัน

ส่วนเด็กที่ไม่ชอบกินผัก ไม่ชอบกินเนื้อ จะกินแต่ขนม คือคุณแม่เลี้ยงลูกด้วยน้ำตาล ลูกก็จะไม่โต ถึงแม้คุณพ่อคุณแม่จะรวย แต่ลูกก็ไม่แข็งแรง เพราะเด็กกินอาหารไม่ครบตามหลักโภชนาการ เพราะฉะนั้น ถึงแม้เกิดเป็นลูกคนรวย มีของกินเยอะแยะ แต่คุณพ่อคุณแม่ให้กินไม่ครบ ก็มีสิทธิ์เป็นโรคขาดสารอาหารได้

ขณะที่ลูกของคุณแม่อีกคนหนึ่ง ไม่ได้เป็นคนร่ำรวย คุณแม่ก็เลยต้องขยำข้าวให้กิน ดดยเน้นที่หลักโภชนาการไว้ก่อน เมื่อเด็กเลือกกินไม่ได้ เด็กจะโตได้เต็มส่วนกับอายุของเด็ก

ถ้าเราดูในแง่นิสัยจากการกินของเด็กทั้ง 2 คนนี้ ก็จะพบว่า...

เด็กที่คุณแม่ต้องขยำข้าวให้กิน เน้นหลักโภชนาการไม่ตามใจลูก คุณแม่เพาะนิสัยกินง่าย อยู่ง่าย ไม่เจ้าอารมณ์ ให้แก่ลูก

ส่วนเด็กที่อยากกินอะไร คุณพ่อคุณแม่มีให้กินทุกอย่าง ไม่เน้นหลักโภชนาการ คุณพ่อคุณแม่ได้เพาะนิสัยเอาแต่ใจตัว เป็นคนเจ้าอารมณ์ ให้แก่ลูก

เท่านี้ยังไม่พอ การเพาะนิสัยเกรงใจหรือไม่เกรงใจหรือไม่เกรงใจคนอื่นของลูกนั้นจะเพาะขึ้นมาอย่างไร ?

คำตอบคือ เพาะขึ้นมาจากการฝึกมารยาทในการเคี้ยวอาหารของเด็ก

เด็กคนไหน ตั้งแต่เล็กๆ คุณแม่ปล่อยให้เคี้ยวเสียงดังจั๊บๆเหมือนกับหมู เด็กคนนี้จะมีนิสัยไม่รู้จักเกรงใจใคร 

เด็กอีกคนเคี้ยวอาหารเงียบๆ เด็กคนนี้จะรู้จักเกรงใจคนอื่น

เพราะฉะนั้น นิสัยที่ดีมีเหตุผลของเด็ก ก็มาจากข้าวแต่คำ น้ำแต่ละอึกที่เลี้ยงอย่างถูกวิธี นิสัยเลวๆ เจ้าอารมณ์ของเด็กก็เช่นกัน มาจากการเลี้ยงด้วยข้าวแต่ละคำ น้ำแต่ละอึกอย่างผิดวิธีนั่นเอง

จานที่ลูกกินข้าว ก็เพาะนิสัยดี-ชั่วให้ลูกได้

ถ้าถ้าเด็กโตขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง คนหนึ่งกินข้าวแล้วล้างจาน แต่อีกคนกินข้าวแล้วไม่ล้างจาน นิสัยจะเป็นอย่างไร ?

เด็กที่กินข้าวแล้วล้างจานจะมีนิสัย รับผิดชอบ

ส่วนเด็ที่กินแล้วไม่ล้าง กินทิ้งกินขว้าง เด็กคนนี้จะไม่มีความรับผิดชอบ พอโตขึ้นมา ใครไปทำงานด้วยก็จะต้องคอยตามล้างตามเช็ดจนสายตัวแทบขาด เพราะทำอะไรทิ้งๆขว้างๆไม่รับผิดชอบ

โดยสรุปว่านิสัยดี-ชั่วต่างๆของเด็ก ได้รับมาจากการเพาะนิสัยของคุณพ่อคุณแม่และอุปกรณ์ในการเพาะนิสัย ก็คือปัจจัยในการดำรงชีวิต ที่ส่งผลถึงนิสัยเด็ก และสันดานของคน นี่คือสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ แต่นิสัยของคนได้เกิดขึ้นมาอย่างนี้

พ่อแม่ต้องย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำในทางที่ดีให้ลูกดู

ด้วยหลักการเกิดนิสัยคนดังกล่าวนี้ ก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะไปฝึกนิสัยดีๆให้แก่ลูกผ่านปัจจัย 4 และผ่านงานต่างๆในบ้านนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องเริ่มสำรวจตัวเองก่อนว่า..

1) เรามีนิสัยดีและไม่ดีอะไรบ้าง

2) นิสัยดีและไม่ดีเหล่านั้น ได้จากการย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำในเรื่องปัจจัย 4 และเรื่องงานของเราอย่างไร

3) เราจะย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำอย่างไร ให้คนไม่แสบ ไม่โง่ ไม่แล้ง น้ำใจ จะได้เป็นต้นแบบที่ดีให้ลูกดู

4) เราจะเอาปัจจัย 4 และงานบ้าน ฝึกลูกอย่างไรให้ไม่แสบ ไม้โง่ ไม่แล้งน้ำใจ

มิฉะนั้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่สำรวจตัวเอง ไม่ระวังการย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำ ให้อยู่ในทางดี นิสัยไม่ดีจะเกิดขึ้นมาในตัว แล้วก็จะเอานิสัยไม่ดีไปติดลูก ทำให้ลูกพลอยนิสัยไม่ดีตามไปด้วย แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็จะต้องมาเสียอกเสียใจในภายหลัง และก็พานโทษลูกว่า "ลูกไม่รักดี" ทั้งที่สาเหตเกิดจากที่ "พ่อแม่สอนลูกไม่เป็น"

ดังนั้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกเป็นคนดี ก็ต้องคิด พูด ทำในสิ่งที่ ไม่แสบ ไม่โง่ ไม่แล้งน้ำใจ ให้ลูกดู ลูกจึงจะมีคุณสมบัติของคนดีตามมานั่นเอง

 

ที่มา : หนังสือ - "เลี้ยงลูกอย่างไร ให้เมืองไทยได้เยาวชนดี" (ส.ผ่องสวัสดิ์)

------------------

ครั้งหน้า ถ้ามีโอกาสจะมาแจกแจง ว่า ไม่แสบ ไม่โง่ ไม่แล้งน้ำใจ ทำอย่างไรอย่างละเอียดนะครับ คราวนี้เอาแค่นี้ก่อน บ๊ายบาย

Comment

Comment:

Tweet

อย่างไรก็ตามสภาพแวดล้อมทางสังคมก็ยังเป็นตัสแปรสำคัญที่มีผลต่อเด็กเช่นกัน แม้ว่าในวัยเด็กเราจะเพาะบ่มเขาจนได้ผ้าขาวสะอาด แต่ยามที่เขาต้องเผชิญหน้ากับสังคมที่แสนโสมม เพียงลำพังแม้จะได้ชื่อว่าเป็นเทพบุตรจุติลงมาก็ยังกลายเป็นจอมมารลูซิเฟอร์ได้เลยครับ

#3 By greamon (158.108.171.161) on 2011-09-21 13:51

Hot! Hot!

เหมือนสอนให้เรามองดูการกระทำของเราจริงๆครับ

มีสาระมากๆ^^

#2 By I am DangerousFox on 2011-09-10 17:12

Hot! ยังไม่มีลูกน่ะ แต่ก้อ ลูกจะดีไม่ดี อยู่ที่พ่อแม่ และสิ่งแวดล้อมรอบข้าง และตัวเขาเองแหละsad smile

#1 By Live a Live on 2011-09-07 23:41