[New Original] Ryuogami, Astralia

posted on 15 Oct 2011 16:20 by secredwings in Original

สวัสดีครับ เอนทรี่ก็ยังเป็นออริตัวใหม่ๆอีกเช่นเคย

 

ชื่อ : ริวโอกามิ
ชื่อเรียก : ริวโอกามิ
อายุ : 80,000 ปี
เพศ : ชาย
เผ่าพันธุ์ : เทพ / มังกร
วันเกิด : ???
ส่วนสูง : ร่างเสมือนมนุษย์ = 220 Cm.
น้ำหนัก : ???
สถานภาพ : เทพมังกรขาว
อาวุธ : ???
ความสามารถ : หายตัวไปที่ไหนก็ได้ในจักรวาลเพียงชั่วพริบตา / จิตที่สื่อสารแบบโทรจิต / การอ่านใจ / การมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในโลกด้วยตาทิพย์ / พลังจิตที่เข้มแข็ง
อุปนิสัย : ใจกว้าง / พูดจาโผงผาง ตรงไปตรงมา อ้อมค้อมไม่เป็น / มีคุณธรรม / เอาจริงเอาจัง
ลักษณะ : ผิวกายสีฟ้าอ่อน / ผมสีขาว / มีหนวดยาวเหมือนหนวดของมังกรโบราณ / มีลวดลายตามร่างกาย
ข้อมูล : เขาคือเทพมังกรขาวผู้ทำหน้าที่พิทักษ์รักษาพลังงานบริสุทธิ์ที่หล่อเลี้ยงสรรพสิ่งบนโลก ปกติเขาจะพำนักอยู่ ณ แกนกลางของโลก เขาเป็นต้นตระกูล"ชิโรกามิ" สายเลือดของเขาได้ตกมาสู่รุ่นเหลน ซึ่งก็คือ อารุฮะ บุตรชายคนรองของตระกูลนั่นเอง อารุฮะจึงมีเลือดเทพมังกรขาวไหลเวียนอยู่ในร่างด้วย
สิ่งที่ชอบ : ความงดงามของธรรมชาติ
สิ่งที่เกลียด : พวกที่ทำลายธรรมชาติ, คนเลว
ครอบครัว : โอคิ (ภรรยา - เสียชีวิตแล้ว), ริวโซ (ลูกชาย), อามาเนะ (หลานสาว), โทมะ (หลานเขย), โคมาจิ (หลานสาว), คุโรฮะ (เหลน), อารุฮะ (เหลน), โมโรฮะ (เหลน), อิโรฮะ (เหลน), เคทาโร่ (เหลน)

 

ชื่อ : แอสทราเลีย
อายุ : 79,540 ปี
เพศ : ??? (ใช้ร่างจำแลงเพศหญิง)
เผ่าพันธุ์ : ???
วันเกิด : ???
ส่วนสูง : ร่างเสมือนมนุษย์ = 155 Cm.
น้ำหนัก : ???
สถานภาพ : ???
อาวุธ : ???
ความสามารถ : ลบทุกสิ่งทุกอย่างออกจากจักรวาลที่เธออาศัยอยู่ ไม่ว่าของสิ่งนั้นจะมีรูปร่างหรือไม่รูปร่างก็ตาม / การมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในโลก / พลังจิตที่เข้มแข็ง
อุปนิสัย : ???
ลักษณะ : ร่างเสมือนมนุษย์ = ผมสีน้ำเงินเข้ม / ตาสีม่วง
ข้อมูล : เธอมีร่างเดิมเป็นพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ในท้องจักรวาล ไม่มีร่างจริงที่แน่นอนหรือแม้แต่เพศ หน้าที่ของเธอคือควบคุมการไหลเวียนของ "ธารชีวิต" ที่หล่อเลี้ยงทุกสรรพสิ่งในจักรวาล เธอให้ความเคารพเทพมังกรขาว ริวโอกามิเป็นอย่างมาก
สิ่งที่ชอบ : ???
สิ่งที่เกลียด : ???

--------------------------------

อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ และบ้านใครน้ำท่วม ขอเป็นกำลังใจให้ผ่านพ้นวิกฤติได้โดยไวนะครับ

เจอกันเอนทรี่หน้านะครับ

[FanArt] เพื่อน 12 หาง

posted on 10 Sep 2011 21:08 by secredwings in FanArt-SelfArt

แปะงาน Fan Art จากเกมส์ 12 หาง ออนไลน์ครับ ผลงานนี้ใช้ส่งประกวดเมื่อครั้งที่ผ่านมา

**

-----

แล้วเจอกันเอนทรี่หน้านะครับ

ถ้าหากถามว่า การเลี้ยงลูกคืออะไร ?

คำตอบที่สั้นที่สุด คือ.... การเพาะนิสัยดีๆให้แก่ลูก

นิสัยดีๆที่ควรเพาะให้แก่ลูกนี้ มีอะไรบ้าง ?

คำตอบ คือ นิสัยขั้นพื้นฐาน 3 อย่าง ได้แก่....

ไม่แสบ ไม่โง่ ไม่แล้งน้ำใจ

ทำไมนิสัยสามอย่างนี้ จึงเป็นพื้นฐานของคนดี ?

เพราะคุณธรรมทั้งสามอย่างนี้ เป็นเหมือนรากฐานรองรับคุณธรรมความดีอื่นๆที่จะพัฒนาให้งอกเงยขึ้นมาในภายหลัง ให้สามารถเติบโตต่อไปได้อย่างตลอดรอดฝั่ง อุปมาเหมือนกับที่นาดี ย่อมอุดมไปด้วยแร่ธาตุอาหารที่ดี เมื่อนำเมล็ดพันธุ์ข้าวมาหว่านลงไป ต้นข้าวย่อมงอกงาม เติบโตมาใหเผลผลิตที่เป็นเมล็ดข้าวที่สมบูรณ์ ฉันใด ความไม่แสบ ไม่โง่ ไม่แล้งน้ำใจ ก็เป็นนาดีที่เหมาะแก่การงอกงามของคุณธรรมต่างๆในตัว ฉันนั้น

การจะหาบทฝึกให้ลูกของเรามีคุณสมบัติดังกล่าวนั้น ต้องบอกว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เพราะปู่ย่าตายายของเราค้นคว้าเรื่องนี้กันมาอย่างหนัก ทุ่มเทศึกษาจนกระทั่งมาพบฝึกความไม่แสบ ไม่โง่ ไม่แล้งน้ำใจในพระพุทธศาสนานี้เอง

ด้วยเหตุนี้ ทันทีที่ลงมือศึกษาพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะหลักธรรมข้อใดหรือหมวดธรรมชุดไหนก็ตาม เราเหมือนกับถูกตั้งคำถามโดยอัตโนมัติว่า "คุณธรรมข้อนั้น จะเกิดขึ้นในตัวเราได้อย่างไร"

จากจุดนี้เอง จึงกลายมาเป็นบทฝึกนิสัยคนที่เริ่มต้นด้วยคำถามง่ายๆ แต่ตอบยากว่า

"นิสัยของคน เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?"

ในพระพุทธศาสนามีคำตอบว่า นิสัยของคนเกิดจาก "การย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำ"

ถ้ายำคิด ย้ำพูด ย้ำทำในทางที่ถูก ที่ดี ก็ได้ "นิสัยดี" เป็น"คนดี"

ถ้าย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำในทางที่เลว จะได้ "นิสัยเลว"เป็น"คนเลว"

เมื่อปู่ย่าตายายของเราจับหลักการฝึกคนตรงนี้ได้ก่อนแล้ว ท่านก็ชี้ประเด็นต่อมาว่า..

ตลอดชีวิตของมนุษย์นี้ ย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำอยู่กี่เรื่อง อะไรบ้าง ?

คำตอบคือ มีอยู่ 2 เรื่อง

1) ปัจจัย 4 ได้แก่

ปัจจัยที่ 1 อาหารการกิน - เช่น ตั้งแต่เกิดจนตาย คนทุกคนต้องย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำ ในเรื่องกินก่อนทั้งนั้น เช่น พอตื่นเช้า ก่อนออกไปทำงาน หรือไปเรียนหนังสือ ก็คิดแล้วว่า วันนี้จะกินอะไรดี หรือแม้แต่พระท่าน พอรุ่งเช้าขึ้นมา ท่านก็ต้องคิดว่า จะไปบิณบาตที่ไหนดี

ปัจจัยที่ 2 เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม - เช่นพอตื่นเช้าขึ้นมา ทุกๆวันก็จะต้องคิดว่า วันนี้จะแต่งตัวอย่างไรดี หรือเวลาไปห้างสรรพสินค้าผ่านร้านเสื้อผ้า ก็อดคิดไม่ได้ว่า เราจะซื้อเสื้อผ้าตัวไหนดี

ปัจจัยที่ 3 ที่อยู่อาศัย - เช่น ถ้าฝนตก แดดจ้า เราก็คิดว่า จะไปหลบฝน หลบแดดที่ไหนดี หรือถ้าตกกลางคืนง่วงนอนขึ้นมา เราก็คิดว่า คืนนี้เราจะไปนอนที่ไหนดี

ปัจจัยที่ 4 ยารักษาโรค - เช่น ถ้าเจ็บป่วยไม่สบายขึ้นมา ก็ต้องคิดว่า กินยาอะไรจึงจะหายหรือไปหาหมอรักษาที่ไหนดี

ปัจจัย 4 จึงเป็นเรื่องแรกที่คนเราย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำ อยู่ทุกวัน

2) หน้าที่การงานที่ตนเองรับผิดชอบ

เช่น ถ้ามีหน้าที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ สิ่งที่ต้องย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำ จนตลอดชีวิตก็คือ การเลี้ยงลูก เป็นห่วงว่าลูกจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นต้น

ตลอดชีวิตของคนเรา จึงย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำอยู่ 2 เรื่องนี้ คือปัจจัย 4 และหน้าที่การงานที่ตนเองรับผิดชอบ ส่วนเรื่องอื่นๆนอกจากนี้ ย้ำไม่มากเท่าไร

การให้นมของแม่ เพาะนิสัยให้ลูกได้

พอจับหลักตรงนี้ได้แล้ว แทบไม่น่าเชื่อว่า แค่การให้นมแม่ที่แตกต่างกัน ก็เพาะนิสัยลูกให้แตกต่างกันได้ เพราะขณะที่แม่ให้นม ถ้าคุณพ่อคุณแม่ให้ลูกน้อยย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำในทางที่ดี ลูกจะได้นิสัยดี แต่ถ้าลูกย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำ ในทางที่เลว ลูกจะได้นิสัยเลว

คนที่ 1 ให้นมไม่ตรงเวลา

ในการป้อนนมให้ลูก คุณแม่ก็จะมีวิธีการให้นมอยู่ 2 แบบ คือ 1) เอานมใส่ขวดให้ลูกดูด 2) เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมของตัวเอง

แต่ไม่ว่าคุณแม่จะให้นมด้วยวิธีไหนก็ตาม เมื่อถึงถึงเวลาให้นม คุณแม่ไม่ให้ อาจจะติดอะไรก็ตาม เช่น คุณแม่อาจจะยังไม่ค่อยมีฐานะดี เลยต้องไปทำงานเป็นลูกจ้าง งานกำลังยุ่ง ปลีกตัวเอานมมาให้ลูกกินไม่ได้ เมื่อถึงเวลากินนม แต่ลูกไม่ได้กิน ด้วยความหิวจัด ไม่รู้จะทำอย่างไร ลูกก็อ้าปากร้องดังลั่นอยู่ในเปล ต้องรอให้ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ค่อนชั่วโมง คุณแม่จึงค่อยมีเวลามาป้อนนมให้ลูกได้

ถามว่า ถ้าคุณแม่ทำอย่างนั้นเป็นประจำทุกๆวัน จะเกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนี้ ?

นิสัยแรก คือ นิสัยเจ้าโทสะ มักโกรธ เกิดขึ้นแล้ว !

โดยมีคุณแม่เป็นผู้เพาะนิสัยเจ้าโทสะนี้ให้แก่ลูก

ถ้าไม่รีบแก้ไข ต่อไปข้างหน้า พอเด็กหัดคลานได้เท่านั้น หยิบจับอะไรได้ก็กระชากขาดหมด เช่น บางทีไปเห็นตุ๊กตาของคนอื่นกำลังเล่นอยู่ เกิดอยากเล่นบ้าง ก็จะตรงไปกระชากเอามา

ทำไมเด็กคนนี้ ถึงได้เจ้าโทสะ โมโหร้าย กลายเป็นเด็กเกเรไม่น่ารัก ก็เพราะว่าคุณแม่เป็นคนเพาะนิสัยให้ ถึงเวลากินไม่ได้กินอยู่เป็นประจำ เด็กต้องออกแรงร้อง ต้องเกรี้ยวกราดถึงจะได้กิน เมื่อคุ้นกับการแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดตั้งแต่อยู่ในเปลจึงจะได้กิน นิสัยมักโกรธจึงเกิดขึ้นมา

ถ้าไม่แก้ไขอีก ต่อไปข้างหน้า เมื่อโตขึ้น เด็กคนนี้จะเป็นอย่างไร ?

คำตอบคือ เด็กคนนี้จะมีนิสัยเลวๆอยู่ว่า เวลาอยากได้อะไร ถ้าไม่ได้ จะต้องใช้กำลัง อาละวาด เข้าแย่งชิง ต่อย ตี ปล้นของคนอื่นมาให้ได้ เท่ากับว่าคุณแม่ได้ลูกเสือดุๆมาตัวหนึ่ง เพราะคุณแม่เพาะนิสัยเจ้าโทสะให้ตั้งแต่การกินนมไม่ตรงเวลา

คนที่ 2 ให้นมตลอดเวลา

ไม่ว่าจะถึงเวลากิน หรือไม่ถึงเวลากินก็ตาม คุณแม่หรือพี่เลี้ยงก็แสนดีเหลือเกิน ชงนมใส่ขวดไว้เรียบร้อย แล้วก็เอาใส่ปากเด็กไว้ 24 ชั่วโมง ถ้าลูกหิวเมื่อไหร่ก็มีนมให้ลูกดูดเอง และถึงแม้ว่าลูกจะไม่หิว แต่น้ำนมก็ไหลลงท้องของลูกเอง

เป็นอันว่า ถึงลูกไม่หิว ลูกก็ต้องกิน ถ้าลูกหิวเมื่อไหร่ ก็อกแรงดูดนมเอง พอกินจนพุงกาง แล้วก็นอนหลับปุ๋ย เด็กคนนี้จะโตวันโตคืน ตัวอ้วนกลม อารมณ์ดี ไม่ร้องโยเย

ถามว่า พอโตขึ้นมาอีกหน่อย เด็กคนนี้จะมีนิสัยเป็นอย่างไร ?

คำตอบคือ เด็กจะกลายเป็นคนขี้เกียจ !!!

เท่ากับคุณแม่ได้ลูกหมูมาเลี้ยงไว้ตัวหนึ่ง เมื่อถึงเวลาที่คุณแม่จะเข็นให้เอาดีอย่างไร ก็เข็นไม่ขึ้น เพราะขนาดเวลาปกติคุณแม่เรียกเท่าไหร่ ลูกยังไม่หือไม่อือ ถึงเวลาได้คิดขึ้นมา คุณแม่อยากจะไห้ลูกกระตือรือร้น แต่พอจะไปเร่งอะไรลูก ก็เร่งไม่ขึ้น เด็กจะเฉื่อยแฉะ ไม่เอาไหน

แม้โตขึ้นมา เด็กนั่งกินข้าวอยู่ เพื่อนมาแกล้งเขกกบาล เด็กก็ยังหัวเราะแหะๆ แล้วก็กินข้าวต่อได้ กินแล้วก็นอน ก็เลยได้ลูกหมูขี้เกียจมา 1 ตัว

ใครเป็นคนเพาะนิสัยให้เด็ก >> แม่

เพาะนิสัยด้วยอะไร >>> นม

คนที่ 3 ให้นมเป็นเวลา

เมื่อถึงเวลากินนม คุณแม่ถึงจะให้กิน ถ้าไม่ถึงเวลากิน คุณแม่ก็ยังไม่ให้กิน เด็กคนนี้เมื่อโตขึ้นจัเป็นอย่างไร ?

คำตอบคือ เด็กคนนี้จะมีนิสัย ตรงต่อเวลา ตัวของเด็กแทบจะเป็นนาฬิกา ถ้าไม่ถึงเวลากิน จะไม่สนใจเรื่องกิน ถ้าถึงเวลาแล้วต้องได้กิน ถ้าไม่ได้กิน เด็กจะถามคุณแม่เลยทีเดียว แต่ถ้าคุณแม่ให้กินเรียบร้อยแล้ว เด็กจะดี เรียบร้อบก็เท่ากับคุณพ่อคุณแม่เพนิสัยตรงเวลาเอาไว้ให้ลูก

แล้วยิ่งถ้าฝึกทำอะไรเป็นเวลาอย่างนี้ ตั้งแต่เวลากินก็ตรงเวลา เวลาถ่ายก็ตรงเวลา ท้องไส้ของเด็กจะทำงานปกติหมด สุขภาพก็จะดี นิสัยของเด็กก็จะมีระเบียบวินัย แล้วเด็กจะไปของเขาได้ดี

นิสัยของคนเรา เพาะขึ้นมาได้จากการย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำ ตั้งแต่นอนแบเบาะเลยทีเดียว

"คำข้าว" ของพ่อแม่ก็เพาะนิสัยให้ลูกได้

เมื่อเด็กเริ่มหัดกินข้าว คุณแม่บางคนเอาข้าวใส่จานมาแล้ว ก็ขยำข้าวและกับข้าวให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว มีทั้งผัก เนื้อ ไข่ ตามหลักโภชนาการได้ครบสมบูรณ์ อาจจะอร่อยหรือไม่อร่อยก็ไม่รู้ แต่เน้นว่า ต้องมีอาหารครบสูตร และเหมาะกับอายุของลูก พอคุณแม่ขยำให้กิน นอกจากเด็กจะเลือกกินไม่ได้แล้ว ยังจะต้องกินจนหมดอีกด้วย

ส่วนลูกของคุณแม่อีกคนหนึ่งไม่อย่างนั้น อยากจะกินอะไรก็เลือกเอา คุณแม่มีให้กินทุกอย่าง อยากกินหมูก็ได้กินหมู อยากกินไก่ก็ได้กินไก่ อยากกินผักก็ได้กินผัก แม้สุดท้ายไม่อยากกินผัก ชอบกินขนม คุณแม่ก็มีขนมมาให้กินเยอะเลย

ถามว่า เด็ก 2 คนนี้ พอโตขึ้น นิสัยและสุขภาพร่างกายจะเหมือนกันหรือไม่ ?

ไม่เหมือน!!

เด็กที่ชอบกินเนื้อ ไม่ชอบกินผัก ก็ขาดสารอาหารจากผัก ทำให้โตไม่เต็มส่วน

ส่วนเด็กที่ชอบกินผัก ไม่ชอบกินเนื้อ ก็จะขาดสารอาหารจากเนื้อ ทำให้โตไม่เต็มส่วนอีกเช่นกัน

ส่วนเด็กที่ไม่ชอบกินผัก ไม่ชอบกินเนื้อ จะกินแต่ขนม คือคุณแม่เลี้ยงลูกด้วยน้ำตาล ลูกก็จะไม่โต ถึงแม้คุณพ่อคุณแม่จะรวย แต่ลูกก็ไม่แข็งแรง เพราะเด็กกินอาหารไม่ครบตามหลักโภชนาการ เพราะฉะนั้น ถึงแม้เกิดเป็นลูกคนรวย มีของกินเยอะแยะ แต่คุณพ่อคุณแม่ให้กินไม่ครบ ก็มีสิทธิ์เป็นโรคขาดสารอาหารได้

ขณะที่ลูกของคุณแม่อีกคนหนึ่ง ไม่ได้เป็นคนร่ำรวย คุณแม่ก็เลยต้องขยำข้าวให้กิน ดดยเน้นที่หลักโภชนาการไว้ก่อน เมื่อเด็กเลือกกินไม่ได้ เด็กจะโตได้เต็มส่วนกับอายุของเด็ก

ถ้าเราดูในแง่นิสัยจากการกินของเด็กทั้ง 2 คนนี้ ก็จะพบว่า...

เด็กที่คุณแม่ต้องขยำข้าวให้กิน เน้นหลักโภชนาการไม่ตามใจลูก คุณแม่เพาะนิสัยกินง่าย อยู่ง่าย ไม่เจ้าอารมณ์ ให้แก่ลูก

ส่วนเด็กที่อยากกินอะไร คุณพ่อคุณแม่มีให้กินทุกอย่าง ไม่เน้นหลักโภชนาการ คุณพ่อคุณแม่ได้เพาะนิสัยเอาแต่ใจตัว เป็นคนเจ้าอารมณ์ ให้แก่ลูก

เท่านี้ยังไม่พอ การเพาะนิสัยเกรงใจหรือไม่เกรงใจหรือไม่เกรงใจคนอื่นของลูกนั้นจะเพาะขึ้นมาอย่างไร ?

คำตอบคือ เพาะขึ้นมาจากการฝึกมารยาทในการเคี้ยวอาหารของเด็ก

เด็กคนไหน ตั้งแต่เล็กๆ คุณแม่ปล่อยให้เคี้ยวเสียงดังจั๊บๆเหมือนกับหมู เด็กคนนี้จะมีนิสัยไม่รู้จักเกรงใจใคร 

เด็กอีกคนเคี้ยวอาหารเงียบๆ เด็กคนนี้จะรู้จักเกรงใจคนอื่น

เพราะฉะนั้น นิสัยที่ดีมีเหตุผลของเด็ก ก็มาจากข้าวแต่คำ น้ำแต่ละอึกที่เลี้ยงอย่างถูกวิธี นิสัยเลวๆ เจ้าอารมณ์ของเด็กก็เช่นกัน มาจากการเลี้ยงด้วยข้าวแต่ละคำ น้ำแต่ละอึกอย่างผิดวิธีนั่นเอง

จานที่ลูกกินข้าว ก็เพาะนิสัยดี-ชั่วให้ลูกได้

ถ้าถ้าเด็กโตขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง คนหนึ่งกินข้าวแล้วล้างจาน แต่อีกคนกินข้าวแล้วไม่ล้างจาน นิสัยจะเป็นอย่างไร ?

เด็กที่กินข้าวแล้วล้างจานจะมีนิสัย รับผิดชอบ

ส่วนเด็ที่กินแล้วไม่ล้าง กินทิ้งกินขว้าง เด็กคนนี้จะไม่มีความรับผิดชอบ พอโตขึ้นมา ใครไปทำงานด้วยก็จะต้องคอยตามล้างตามเช็ดจนสายตัวแทบขาด เพราะทำอะไรทิ้งๆขว้างๆไม่รับผิดชอบ

โดยสรุปว่านิสัยดี-ชั่วต่างๆของเด็ก ได้รับมาจากการเพาะนิสัยของคุณพ่อคุณแม่และอุปกรณ์ในการเพาะนิสัย ก็คือปัจจัยในการดำรงชีวิต ที่ส่งผลถึงนิสัยเด็ก และสันดานของคน นี่คือสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ แต่นิสัยของคนได้เกิดขึ้นมาอย่างนี้

พ่อแม่ต้องย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำในทางที่ดีให้ลูกดู

ด้วยหลักการเกิดนิสัยคนดังกล่าวนี้ ก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะไปฝึกนิสัยดีๆให้แก่ลูกผ่านปัจจัย 4 และผ่านงานต่างๆในบ้านนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องเริ่มสำรวจตัวเองก่อนว่า..

1) เรามีนิสัยดีและไม่ดีอะไรบ้าง

2) นิสัยดีและไม่ดีเหล่านั้น ได้จากการย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำในเรื่องปัจจัย 4 และเรื่องงานของเราอย่างไร

3) เราจะย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำอย่างไร ให้คนไม่แสบ ไม่โง่ ไม่แล้ง น้ำใจ จะได้เป็นต้นแบบที่ดีให้ลูกดู

4) เราจะเอาปัจจัย 4 และงานบ้าน ฝึกลูกอย่างไรให้ไม่แสบ ไม้โง่ ไม่แล้งน้ำใจ

มิฉะนั้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่สำรวจตัวเอง ไม่ระวังการย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำ ให้อยู่ในทางดี นิสัยไม่ดีจะเกิดขึ้นมาในตัว แล้วก็จะเอานิสัยไม่ดีไปติดลูก ทำให้ลูกพลอยนิสัยไม่ดีตามไปด้วย แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็จะต้องมาเสียอกเสียใจในภายหลัง และก็พานโทษลูกว่า "ลูกไม่รักดี" ทั้งที่สาเหตเกิดจากที่ "พ่อแม่สอนลูกไม่เป็น"

ดังนั้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกเป็นคนดี ก็ต้องคิด พูด ทำในสิ่งที่ ไม่แสบ ไม่โง่ ไม่แล้งน้ำใจ ให้ลูกดู ลูกจึงจะมีคุณสมบัติของคนดีตามมานั่นเอง

 

ที่มา : หนังสือ - "เลี้ยงลูกอย่างไร ให้เมืองไทยได้เยาวชนดี" (ส.ผ่องสวัสดิ์)

------------------

ครั้งหน้า ถ้ามีโอกาสจะมาแจกแจง ว่า ไม่แสบ ไม่โง่ ไม่แล้งน้ำใจ ทำอย่างไรอย่างละเอียดนะครับ คราวนี้เอาแค่นี้ก่อน บ๊ายบาย

แปะรูปวาดเล่นละกันน้า เอนทรี่นี้

Deep Sea Samurai

[12 Tails FanArt] แผ่นที่ 2

posted on 20 Aug 2011 20:52 by secredwings in FanArt-SelfArt

วันนี้วาด FanArt ของเกม 12 Tails Online มาแปะบล็อกครับ ภาพนี้เป็นภาพที่ 2 =w=

---------------

เจอกันใหม่เอนทรี่หน้านะครับ

พรุ่งนี้ (21 ส.ค.) เป็นวันเกิดพอดี ไปทำบุญที่วัด =w=/

 

 

ตัวละครหลักประจำอีเวนท์

 ชิโรกามิ คุโรฮะ

------------------------------------------------

เจอกันใหม่เอนทรี่หน้านะครับ

คุณสมบัติของลูกที่ดี

posted on 03 Aug 2011 10:05 by secredwings in Dhamma

ปู่ย่าตายายของเรา ท่านจับหลักคุณสมบัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ว่า พระองค์ทรงประกอบด้วยความประเสริฐ 3 ประการคือ

1. พระบริสุทธิคุณ

2. พระปัญญาธิคุณ

3. พระมหากรุณาธิคุณ

และทำได้นำตรงนี้ มาเป็นหลักการเลี้ยงลูกหลานให้เป็นคนดี โดยกำหนดออกมาว่า คนที่จะเป็นคนดี โดยกำหนดออกมาว่า คนที่จะเป็นคนดีได้นั้น จะต้องประกอบด้วยคุณธรรมขั้นพื้นฐาน 3 ประการ คือ

1. ไม่แสบ (มาจากพระบริสุทธิคุณ)

2. ไม่โง่ (มาจากพระปัญญาธิคุณ)

3. ไม่แล้งน้ำใจ (มาจากพระมหากรุณาธิคุณ)

หากเด็กคนไหน คุณพ่อคุณแม่เพาะพื้นฐาน 3 ประการนี้ไว้ในตัวลูกได้ เมื่อเติบโตไปในโลกกว้าง เขาจะสามารถต่อยอดความก้าวหน้าในชีวิตและการงานให้แก่ตัวเขาได้เอง

คุณสมบัติข้อที่ 1 - ไม่แสบ

ไม่แสบ คือ คนที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อส่วนรวมและคนในสังคม

มี 2 ประเภท

 1) ไม่แสบในทางโลก

 2) ไม่แสบในทางธรรม

ไม่แสบในทางโลก คือ เป็นคนที่อยู่ในระเบียบวินัยของครอบครัว ระเบียบวินัยของสังคม และกฎหมายของบ้านเมือง

เช่น ลูกของเรา ตั้งแต่เล็กๆมานี่ ชอบไปโรงเรียน ไม่เคยหนีเรียนส่งการบ้านตามที่ครูสั่งทุกครั้ง ไม่ชอบรังแกเพื่อน พูดจาก็สุภาพน่าฟังน่าเอ็นดู ไม่ดื้อรั้น ไม่ทำอะไรฝ่าฝืนกฏหมายบ้านเมือง เป็นต้น

ไม่แสบในทางธรรม คือ เป็นคนที่มีศีล 5 เป็นอย่างน้อย ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร

เช่น ลูกของเรานี้ ตั้งแต่เล็กๆมา ก็ไม่คิดผูกโกรธอาฆาตพยาบาทปองร้ายใคร ไม่ชอบไปลักขโมยของใคร ไม่ไปทำเจ้าชู้กับลูกเขาเมียใคร ไม่พูดโกหก ไม่แอบสูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า ไม่ดมกาว ไม่เสพสิ่งเสพย์ติดให้โทษ หรือไปข้องแวะกับอบายมุขต่างๆ เป็นต้น คนที่ศีล 5 ไม่ครบนั้น เปอร์เซนต์ความแสบจะสูง  

คุณสมบัติข้อที่ 2 - ไม่โง่

ไม่โง่ คือ คนที่มีความรู้ความสามารถในระดับที่พึ่งตัวเองได้ และช่วยเหลือผู้อื่นได้

มี 2 ประเภท

 1) ไม่โง่ในทางโลก

 2) ไม่โง่ในทางธรรม

ไม่โง่ในทางโลก คือ เป็นคนมีความรู้ความสามารถอยู่ในระดับที่.....

1) ต้องช่วยเหลือตัวเองได้ เช่น อย่างน้อย ถ้าลูกของเราเล่าเรียนเขียนอ่าน ก็ทำได้ดี สามารถสอบผ่านได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องไปลอกใคร เป็นต้น  

2) ต้องรับผิดชอบหน้าที่การงานของตัวเองได้ ถ้าคุณพ่อคุณแม่มอบหมายให้ลูกช่วยทำอะไร ไม่ว่าจะกวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างจาน ก็ทำได้โดยไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่เป็นภาระให้คุณพ่อคุณแม่ต้องย้อนกลับมาทำใหม่ในภายหลังเป็นต้น  

ไม่โง่ในทางธรรม คือ เป็นผู้มีปัญญา รู้จักแยกแยะตัดสินใจได้ว่า อะไรถูก - ผิด  ดี - เลว  ควร - ไม่ควร เป็นประโยชน์ - เป็นโทษ แก่ตนเองและส่วนรวม

มีข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่งซื่งเป็นเหตุผลสำคัญว่า ทำไมเราจึงต้องให้ลูกของเรามีปัญญาในทางธรรมด้วย ซึ่งก็สามารถทำแบบทดสอบด้วยคำถามง่ายๆว่า....

1) ผิด-พลาด-ชั่ว ต่างกันอย่างไร ?

2) ถูก-ดี-ควร ต่างกันอย่างไร ?

จะเห็นว่า คำถาม 2 ข้อนี้ถ้าไม่ได้ศึกษาปัญญาในทางธรรมแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยที่ขะตอบ แต่กลับเป็นสิ่งที่เราต้องใช้กันบ่อยกว่าความรู้ทางโลกเสียอีก

1) ผิด - พลาด - ชั่ว ต่างกันอย่างไร ?

ปัญญาในระดับทางโลกเป็นปัญญากลางๆว่าด้วยเรื่องการทำมาเลี้ยงชีพเป็นหลัก จะไม่สามารถแยกแยะระดับความอ่อนแก่ของความความไม่ดีให้ละเอียดลงไปได้ แต่ปัญญาทางธรรมสามารถแยกแยะได้อย่างละเอียดลึกซึ้งดังนี้...

"ผิด" คือ ความเสียหาย เป็นโทษ เป็นความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจากความโง่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะปัญญามันหย่อน ไม่ได้แกล้งโง่แล้วทำลงไป

"พลาด" คือ ความเสียหาย เป็นโทษ เป็นความเดือดร้อนที่เกิดจากการเผลอสติ คือสติมันหย่อนไป ก็เลยทำความเสียหายอย่างใดอย่างหนึ่งลงไปโดยไม่ได้มีเจตนา แต่ในใจจริงแล้วอยากให้สิ่งที่เราทำนั้นออกมาดีด้วยซ้ำ

"ชั่ว" คือ การทำผิดทั้งๆที่รู้ว่าผิด รู้ว่าทำอย่างนั้นไม่ดี รู้ว่าต้องเสียหาย แต่ก็ยังไปฝืนทำ เป็นพวกแกล้งโง่ ผลที่ได้รับคือ ยิ่งทำ ก็ยิ่งทุกข์ ยิ่งเดือดร้อน ยิ่งมืดบอด ยิ่งได้บาป ท่านผู้รู้ทั้งหลายก็ติเตียน

การฝึกให้ลูกมีปัญญาทางธรรมควบคู่ไปกับปัญยาทางโลก จึงสำคัญยิ่งนักเพราะจะเป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของลูกได้อย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม

2) ถูก - ดี - ควร ต่างกันอย่างไร ?

เมื่อเรารับรู้ระดับของความไม่ดีกันแล้ว ก็ต้องมาดูว่า แล้วระดับของความดีนั้น ถ้าจะแยกแยะกันด้วยปัญญาทางธรรมจะได้ความแตกต่างกันอย่างไร

"ถูก" คือ การทำอะไรก็ตาม ทั้งที่ตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตามแต่ว่าเมื่อทำลงไปแล้ว ไม่เกิดความเสียหาย ไม่เกิดโทษ ไม่ก่อความเดือดเนื้อร้อนใจใดๆตามมาภายหลัง ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น มีแต่ประโยชน์เกิดตามมาเป็นระลอก

"ดี" คือ การกระทำที่รู้อยู่เต็มอกก่อนจะทำแล้วว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ถูกต้อง แล้วตั้งใจทำด้วยความระมัดระวัง เอาใจจดจ่อ ทำด้วยความมั่นใจ ยิ่งทำยิ่งมีความสุขทั้งกายใจ ทำได้มากเท่าไร ก็เกิดความสุขมากมายเท่านั้น

"ควร" คือ ควรทำ หมายความว่า สิ่งที่ทำลงไป ถ้าไม่ทำก็ไม่ผิด ไม่เสียหาย แต่ถ้าเราร้ว่า ถ้าทำแล้วมันจะดีขึ้น เราจึงทำลงไป

คุณพ่อคุณแม่ท่านใดก็ตามที่ฝึกปัญยาของลูกให้แยกแยะความดี-ชั่วได้ขนาดนี้ และสามารถฝึกให้ลูกมีคุณธรรมในฝ่ายดีตามที่รู้นั้นด้วยแล้ว ลูกจะได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิตอย่างแท้จริง เพราะเป็นผู้ที่ประกอบด้วยความรู้คู่คุณธรรมนั่นเอง

คุณสมบัติข้อที่ 3 - ไม่แล้งน้ำใจ

ไม่แล้งน้ำใจ คือ การรู้จักช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ให้คนอื่นได้รับประโยชน์ พ้นจากความทุกข์ ได้รับแต่ความสุข

คำว่า ไม่แล้งน้ำใจ มีอยู่ 2 ประเภท

1) ไม่แล้งน้ำใจในทางโลก

2) ไม่แล้งน้ำใจในทางธรรม

ไม่แล้งน้ำใจในทางโลก คือ เป็นคนเห็นแก่ส่วนรวม ไม่เห็นแก่ตัว

เช่น ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม นึกถึงเพื่อนร่วมงานเป็นทีมทีเดียว แล้วผลประโยชน์ที่ตามมา ก็จะให้เกิดแก่คนทั้งหมู่บ้าน ทั้งตำบล ทั้งประเทศ ทั้งโลก ใจกว้างเป็นมหาสมุทร ไม่นึกเห็นเฉพาะตัว

ไม่แล้งน้ำใจในทางธรรม คือ ไม่ว่าจะมีฐานะดี หรือยากจนข้นแค้น อดอยากอย่างไรก็ตาม ทุกลมหายใจของเขา จะมีแต่การบุญการกุศล และการตอบแทนผู้มีพระคุณอย่างสุดความสามารถ

ทำไมจึงต้องมีน้ำใจ เอาแค่ไม่แสบ ไม่โง่ ไม่ได้หรือ ?

สำหรับข้อนี้ จำเป็นต้องอธิบายเพิ่มสักหน่อย เพราะโดยทั่วไปแล้ว คนเรามักเข้าใจว่า การที่เราเป็นคนไม่แสบ ไม่เป็นคนโง่ ก็น่าจะพอแล้ว เพราะไม่ได้สร้างปัญหาให้ใครเดือดร้อน แต่จริงๆแล้ว เพียง 2 ข้อนั้นยังไม่พอ เพราะเราต้องอยู่ร่วมกับคนอีกหลายคนในสังคม

ยกตัวอย่างเช่น ลูกบางคน คุณพ่อคุณแม่ไปทำงานมาเหนื่อยๆกลับมาถึงบ้าน ลูกยังไม่รู้จักหาน้ำหาท่ามาให้คุณพ่อคุณแม่ดื่ม

ถามว่า แสบมั้ย ? ไม่แสบ เพราะไม่ได้ทำผิดศีลอะไร

ถามว่า โง่มั้ย ? ไม่โง่ เพราะไม่ได้มีออกข้อสอบที่โรงเรียน

แต่ถามว่า ดีมั้ย ? ไม่ดี เพราะว่าแล้งน้ำใจเกินไป ถ้าปล่อยไปอย่างนี้ เมื่อลูกโตขึ้น จะรู้จักให้คนอื่นได้อย่างไร และนอกจากให้คนอื่นไม่เป็นแล้ว บางทีจะกลับมาเอาเปรียบพี่น้องอีกด้วย

มีเรื่องเล่าว่า เจ้าของสวนมะม่วง ปลูกต้นมะม่วงไว้หลายแปลง ก็หวังจะกินผลให้มันชื่นใจ หวังจะเก็บผลไปขายให้ได้กำไรงาม อุตส่าห์ให้น้ำให้ปุ๋ย ให้แร่ธาตุไปก็มากมายหลายปี หมดเงินหมดทองไปก็มาก ต้นมะม่วงต้นอื่นๆให้ผลตามปกติ แต่มีต้นมะม่วงต้นหนึ่ง ให้น้ำ ให้ปุ๋ยมาเป็นสิบปีแล้ว แต่มันก็ยังเฉย มีแต่ใบหนาดก ไม่เคยออกผลให้กินเลย ดีแต่กินน้ำกินปุ๋ยอย่างเดียว ในที่สุด เจ้าของสวนก็ต้องโค่นมะม่วงต้นนั้นทิ้งเสีย

ต้นมะม่วงที่ไม่เคยให้ผลนั้น ก็เปรียบเหมือนกับคนที่แม้ไม่มีพิษมีภัยกับใคร แต่ว่าไม่เคยให้อะไรแก่ใครนั่นเอง

การไม่แล้งน้ำใจจึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไปไม่ได้ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่สอนให้ลูกรู้จักมีน้ำใจเอื้อเฟื้อให้คนอื่นก่อน ก็จะไม่มีใครมีน้ำใจให้แก่ลูกของเราเช่นกัน หากเขาไปทำอะไรผิดพลาดอะไรซักอย่าง ทำให้เดือดร้อนทั้งตัวเองและครอบครัวขึ้นมา ก็เห็นทีจะหันหน้าไปขอความช่วยเหลือจากใครได้ยากเต็มที เพราะไม่เคยมีน้ำใจแก่ใครไว้ก่อนนั่นเอง

เพราะฉะนั้น วันหนึ่ง ถ้าลูกโตขึ้นมาแล้งน้ำใจ เขาก็จะโดนโค่นทิ้ง เหมือนกับที่เข้าของสวนโค่นต้นมะม่วงที่ไม่เคยออกผลนั่นแหละ

ดังนั้น นอกจากคุณพ่อคุณแม่จะต้องฝึกลูกให้ไม่แสบ ไม่โง่แล้ว ยังต้องฝึกให้ไม่แล้งน้ำใจอีกด้วย

โดยสรุป เป็นอันว่า ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากจะเลี้ยงลูกให้ดีจริงๆก็ต้องตั้งเป้าหมายก่อนว่า จะต้องฝึกให้ลูกมีคุณสมบัติ ไม่แสบ ไม่โง่ ไม่แล้งน้ำใจ เป็นพื้นฐานไว้ก่อน เมื่อเขาโตขึ้น ก็จะสามารถไปต่อยอดวิชาความรู้ และคุณธรรมอื่นๆได้โดยง่าย และยืนหยัดอยู่ในสังคมโลกนี้ได้อย่างสมภาคภูมิ ดั่งที่คุณพ่อคุณแม่ตั้งความหวังไว้ทุกประการ

จากหนังสือ : เลี้ยงลูกอย่างไรให้เมืองไทยได้เยาวชนดี (ส.ผ่องสวัสดิ์)

-----------------------------------

ไว้จะมาต่อเอนทรี่ถัดๆไปนะครับ